นิทานอ่าข่า อ่าอู๊จาลา

นิทานอ่าข่า อ่าอู๊จาลา

อ่าอู๊จาลาเป็นหนุ่มกำพร้า ฐานะยากจนมากแต่เขาเป็นคนที่ฉลาดแกมโกง หากินด้วยการใช้ขี้มูกมาหลอกคน วันหนึ่ง เขาเดินทางไปหมู่บ้านต่างถิ่น ด้วยความหิวอยากจะหาของกิน จึงคิดเล่ห์เหลี่ยมไปด้วยขณะที่เดินก็ไปเจอบ้านหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านเลี้ยงไก่ไว้หลายตัว อาอูจาละก็เริ่มแผนการทันที

อาอูจาละ : ท่านเจ้าของบ้าน ท่านว่าไก่ของท่านจะกินขี้มูกของเราหรือไม่

เจ้าของบ้าน : ไม่กินหรอก ไก่ของเราไม่สกปรกแบบนั้น

อาอูจาละ : ถ้าไก่ของท่านกินขี้มูกเรา ไก่ตัวนี้จะเป็นของเรา ตกลงไหม

เจ้าของบ้าน : ตกลง แต่ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก

และไก่ตัวนั้นก็กินขี้มูกอาอูจาละจริงๆ เขาจึงได้ๆไก่กลับมาหนึ่งตัว แล้วเดินทางไปหมู่บ้านต่อไป

เมื่อไปถึงหมู่บ้านมีงานศพที่บ้านหลังหนึ่ง อาอูจาละเข้าไปถามลูกชายผู้ตายว่า

อาอูจาละ : พ่อของเจ้าจะลุกขึ้นมารกินไก่ของข้าไหม

เจ้าของบ้าน : ไม่พ่อฉันตายแล้วจะมากินไก่เจ้าได้ไงล่ะ

ตอนกลางคืน อาอูจาละแอบไปฆ่าไก่แล้วเอาไปวางไว้ในโลงศพ ตอนที่คนอื่นหลับหมดแล้ว พอรุ่งเช้าก็แกล้งร้องโวยวายว่าไก่หาย อย่างนี้ต้องเป็นศพแน่ๆที่กินไก่ของเรา เมื่อไปเปิดโลงศพดูก็มีไก่อยู่ข้างในจริงๆ เขาจึงเรียกร้องให้เจ้าของบ้านรับผิดชอบ

เจ้าของบ้านไม่มีอะไรจะให้จึงยกศพให้ เมื่ออาอูจาละได้ศพแล้วก็เดินทางต่อไป ระหว่างทางเขาหยุดพักใกล้ต้นไม้ที่มีผลไม้มากมาย เขาก็เอาศพไปแขวนไว้ข้างบน บังเอิญมีพ่อค้าวัวคนหนึ่งเดินทางผ่านมาพอดีเห็นอาอูจาละกินผลไม้อย่ข้างล่างก็ถามว่า

พ่อค้า : ผลไม้ที่เจ้ากินน่าอร่อยดีนะ เจ้าเก็บมาจากต้นนี้ใช่ไหม

อาอูจาละ : ใช่ ผลไม้พวกนี้อร่อยมาก ข้าให้ลุงข้าโยนลงมาให้

พ่อค้า : ข้าอยากกินผลไม้บ้างจะได้ไหม

อาอูจาละ : ได้ ท่านบอกให้ลุงข้าเก็บให้สิ แต่ต้องเขย่าต้นไม้แรงๆนะ เขาเป็นคนหูหนวก

พอพ่อค้าได้ยินก็ทำตามที่อาอูจาละบอก ศพก็หล่นลงมา อาอูจละได้โอกาสจึงกล่าวหาว่าพ่อค้าทำให้ลุงของเขาตาย จะต้องรับผิดชอบ แต่พ่อค้าไม่มีอะไรจะให้เลยยกวัวให้ฝูงหนึ่ง อาอูจาละจึงพาวัวเดินทางต่อ จนกระทั่งเขาหยุดพักตรงริมทาง มีพ่อค้าช้างเดินทางผ่านมาหยุดพักข้างๆ อาอุจาละก็เริ่มอุบายอีก

อาอูจาละ : ช้างของท่านจะกินวัวของเราหรือเปล่า

พ่อค้าช้าง : ไม่หรอก ช้างเราไม่กินวัวท่านหรอก

ตอนกลางคืนอาอูจาละได้ฆ่าลูกวัวตัวหนึ่งแล้วเอาไส้ไปพันที่งวงช้าง ตื่นเช้ามาเขาก็มาโวยวายกับเจ้าของช้างว่าช้างของพ่อค้ามากินวัวของเขา พ่อค้าจึงยอมยกช้างเป็นค่าเสียหายให้ อาอูจาละจึงพาวัวและช้างทั้งหมดกลับบ้าน

ณ หมู่บ้านของอาอูจาละ ชาวบ้านต่างสงสัยว่า เขาไปทำอะไรมาจึงได้ฝูงวัวฝูงช้างกลับมาเลยพากันมาถามอาอูจาละให้เขาช่วยละสอนวิธีแก่พวกเขาบ้าง อาอูจาละบอกว่าจะซ่อมแซมบ้านก่อนเมื่อบ้านเสร็จแล้วจะบอกทุกคน วันต่อมา เขาเดินทางไปตัดไม้ในป่า บังเอิญเจอเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง เขาคิดอุบายหลอกเด็กๆให้มาช่วยขนไม้โดยเอาไก่มาผูกไว้ใกล้หลุมกับต้นไม้แล้วเรียกเด็กๆให้มาดูไก่พร้อมหลอกให้กระตุกเชือก แต่เด็กๆดึงได้แต่ไก่เท่านั้น เขาได้โอกาสบอกให้เด็กๆช่วยขนไม้ให้เขากลับไปที่บ้าน ครั้งที่สองเขาก็ใช้อุบายทำแบบนี้อีก แต่เปลี่ยนจากขนไก่เป็นขนแพะจนสามารถสร้างบ้านได้ เมื่อสร้างบ้านเสร็จเขาก็จะเดินทางไปค้าขายใหม่

ทุกคนทิ่เดินทางไปด้วยต้องห่ออาหารไปกิน อาอูจาละห่อลูกหนูไปแทนข้าวพอเปิดห่อข้าวออกมาเห็นว่าเป็นลูกหนูก็บอกว่าคงเป็นลางไม่ดี เขาจะกลับบ้านไม่ไปค้าขายแล้ว ระหว่างเดินทางกลับเขาห่อปูตัวหนึ่งกับเปลือกไผ่ เขาแกล้งทำไปเยี่ยมบ้านภรรยาที่สามีเดินทางไปค้าขายแล้วแอบเอาห่อปูไปวางไว้ในบ้านแล้วหมาก็เลยเห่า อาอูจาละจึงบอกว่า ” ระวังนะ สามีไม่อยู่บ้านเวลานอนต้องคอยฟังว่ามีเสียงอะไรรึเปล่า ” พวกนางกลัวมากไม่กล้านอนที่บ้านจึงไปขอนอนที่บ้านอาอูจาละ หญิงทั้งหมดจึงกลายเป็นเมียของเขา หลังจากนั้นไม่นานสามีพวกนางกลับมา นางจึงเล่าให้สามีฟัง ทุกคนจึงวางแผนจะฆ่าอาอูจาละ

วันหนึ่งอาอูจาละเผลอตัวถูกจับใส่ในก๋วย(ตะกร้า)แล้วเอาไปแขวนไว้บนต้นไม้ที่ข้างล่างมีบ่อน้ำ แต่ขณะเดียวกันมีพ่อค้าชาวจีนเดินทางผ่านมา อาอูจาละคิดอุบายหลอกให้พ่อค้าขึ้นมาหาตนข้างบนแล้วจับพ่อค้าใส่ก๋วยไว้แทน หลังจากนั้นเขาก็งไปตักน้ำรดตัวแล้วกลับเข้าไปในหมู่บ้าน บอกทุกคนว่าเขายังไม่ตายแต่ตกลงไปในบ่อน้ำ ที่นั่นมีสมบัติมากมาย ทุกคนอยากได้สมบัติจึงพากันไปงมแต่อาอูจาละบอกว่าให้เอาโอ่งมัดไว้กับตัวจะได้ขนสมบัติกลับมาเยอะๆ ทุกคนหลงเชื่อทำตาม เวลาผ่านไปเขาก็ไปบอกบรรดาภรรยาของชาวบ้านที่ลงไปเอาสมบัติในน้ำว่า ให้เอาห่อข้าวไปวางไว้ข้างๆบ่อน้ำสามีจะขึ้นมากิน พอพวกนางเอากับข้าวไปวางอาอูจาละก็แอบโยนทิ้ง พวกนางดีใจที่สามีมากอนอาหาร

แต่หนึ่งวันต่อมา พอกลับมาดูห่อข้าวไม่มีร่องรอยใครกิน อาอูจาละบอกว่าสามีพวกนางไม่ขึ้นมากินอาหารแสดงว่าพวกเขาตายแล้ว จากนั้นเขาก็แกล้งแอบอยู่หลังต้นไม้เป็นเทวดาบอกพวกนางว่า ให้เป็นภรรยาของเขาและเขาเหมาะที่สุดที่จะเป็นผู้นำหมู่บ้านเพราะเขาเป็นเพียงผู้ชายคนเดียว

กลับไปข้างบน



บทความโพสเมื่อ:พฤษภาคม 24, 2012

ใส่ความเห็น